เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะตรวจหาเชื้อปรสิตในสารคัดหลั่งที่ได้จากช่องคลอดหรือต่อมลูกหมาก แต่ในบางคนอาจเจอเชื้อนี้ในน้ำปัสสาวะ
อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะสามารถรักษาได้ง่ายและหายขาด ด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือทินิดาโซล (Tinidazole) เพื่อลดการแพร่เชื้อ และไม่จำเป็นต้องใช้ยาเหน็บใด ๆ แต่การใช้ยาปฏิชีวนะตัวนี้ในบางคนอาจมีผลข้างเคียงอยู่บ้างค่ะ เช่น อาจจะรู้สึกปวดท้อง ปวดหัว เวียนหัว ปากแห้ง คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว และมีข้อควรระวังก็คือ ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างที่ใช้ยา ไปจนถึงหลังรับประทานยาเม็ดสุดท้ายหมดไปแล้วประมาณ 72 ชั่วโมง เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรงจนเอาตัวยาออกไป
ทั้งนี้หากใช้ยารักษาไปแล้ว 2-3 วัน อาการจะค่อย ๆ เริ่มดีขึ้น สังเกตได้จากอาการตกขาวผิดปกติจะหายไป และไม่รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะแล้ว แต่หากอาการที่ว่ายังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำอีกครั้ง ส่วนใครที่รักษาด้วยการรับประทานยาจนหมดแล้ว ก็ควรมาตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าหายดีแล้ว จึงจะสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
แต่สำหรับหญิงมีครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร แพทย์จะใช้ยาโคลไตรมาโซลสอดทางช่องคลอดรักษาแทน เพราะยาชนิดรับประทานอาจมีผลต่อทารกในครรภ์
โรคพยาธิในช่องคลอด ป้องกันอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ โรคนี้แม้จะรักษาให้หายได้แล้วแต่ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 5 ก็ยังมีโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำได้อีก ดังนั้น ไม่วาจะเคยเป็นแล้วหรือไม่เคยเป็นก็ควรป้องกันตัวเองโดย..
- หากพบว่าติดเชื้อควรพาคู่นอนไปตรวจร่างกายด้วย เพราะโรคนี้ติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ และอีกฝ่ายอาจไม่ปรากฏอาการว่าติดเชื้อแล้ว
- รับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง และมารับการตรวจรักษาตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
- ผู้ป่วยควรงดมีเพศสัมพันธ์แม้ว่าจะใส่ถุงยางอนามัย จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษาไปแล้ว 7 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อหมดไปแล้วจริง ๆ ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
- เลิกพฤติกรรมมีคู่นอนหลายคน
- การงดมีเพศสัมพันธ์เป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรสวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ด้วย
- ดูแลร่างกายให้มีภูมิต้านทานแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะคนที่มีภูมิต้านทานต่ำจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
จริง ๆ แล้ว อาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะเพศและระบบสืบพันธุ์ทั้งหญิงและชาย อาจวินิจฉัยได้หลายโรคเลยนะคะ และมีหลายโรคที่อันตรายยิ่งกว่าภาวะช่องคลอดอักเสบหรือพยาธิในช่องคลอด ดังนั้น ถ้าเราสังเกตเห็นอาการผิดปกติอะไรเกิดขึ้นก็อย่าเขินอาย ควรรีบไปพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามไปจนยากต่อการรักษา
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:
true wallet slot